วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กิจกรรมที่ 3


ประวัติผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี
ที่อยู่ สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ   มหาวิทยาลัยพายัพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000
โทร: 053-851680
E-mail: naisuchart@yahoo.com
   
ประวัติการศึกษา
ปริญญาเอก, Sociology, University of Hawai‘i at Mānoa, Honolulu, U.S.A., 2010
ปริญญาโท, Sociology, University of Hawai‘i at Mānoa, Honolulu, U.S.A., 2003                               
ปริญญาโท, วิจัยประชากรและสังคม, มหาวิทยาลัยมหิดล, (2535)
ประกาศนียบัตรระดับบัณฑิตศึกษา, International Cultural Studies, University of Hawai‘i at Mānoa and East-West Center, Honolulu, Hawai‘i, U.S.A., (2004)
ปริญญาตรี, สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา (เกียรตินิยมอันดับ 2 และรางวัลเรียนดีทุนภูมิพล),  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, (2531)
   
 ประวัติการทำงาน
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์, สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ, (21 พ.ย. 2551- ปัจจุบัน)
- หัวหน้าสาขา, สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยพายัพ, (1 มิ.ย. 2550 – 20 พ.ย. 2551)
- อาจารย์ประจำ, สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยพายัพ, (2537-2550)
- ผู้ประสานงานภาคเหนือ, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI), (2535-2537)
 ผลงานที่ชื่อชอบ  
    ผลงานด้านการวิจัย
นักวิจัย, เรื่องมิติทางศาสนาและวัฒนธรรมของการสร้างสันติภาพในโครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. เรื่อง มิติทางปรัชญาและวัฒนธรรมของการสร้างสันติภาพ” โดย รศ.ดร.มารค ตามไท เป็นเมธีวิจัยอาวุโส (2551-2554)
นักวิจัย, โครงการติดตามและประเมินผลโครงการพัฒนาชุมชนภาคเหนือที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), (2548)                                                                
นักวิจัย, “The Politics of Representation of Islamic Art in Shangri La, Hawai‘i” (2004)
นักวิจัย, “The Construction of Collective Identity of Muslims in America after September 11, 2001” (2003) 
นักวิจัย, โครงการติดตามและประเมินผลโครงการพัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยพายัพ,(2544)                      
นักวิจัย, Islamic Wisdom and Response to Climate Change: A Case Study in Thailand,” (2000) 
นักวิจัย, โครงการศึกษาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์กับการปรับตัวทางวัฒนธรรมและศักยภาพในการจัดการทรัพยากรของกลุ่มของชนเผ่าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ-หัวหน้าโครงการ), (2541-2542)  
นักวิจัย, “ประวัติและพัฒนาการของศาสนาอิสลามในเชียงใหม่,” (2539)
ผู้ช่วยนักวิจัย, โครงการศึกษาตัวแบบในการรณรงค์ป้องกันการแพร่กระจายของโรคเอดส์ในกลุ่มคนใช้ยาเสพย์ติดชนิดฉีดเข้าเส้นในกรุงเทพมหานคร (ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ-นักวิจัย), (2533) 
ผู้ช่วยวิจัย เรื่อง แม่หญิงสิขายตัว: ชุมชนและการค้าประเวณีในสังคมไทย, (ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ-นักวิจัย), (2532) 
   
 ผลงานทางวิชาการอื่น ๆ
      หนังสือ
 2553.  คนหนุ่มสาวมุสลิมกับอิสลามในโลกสมัยใหม่. (บรรณาธิการ), กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดพิมพ์,
2550. ความรุนแรง สันติภาพ และความหลากหลายในโลกอิสลาม.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม (213 หน้า)
2544. การติดตามและประเมินผลโครงการพัฒนาของสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยพายัพเอกสารรายงานการวิจัยหมายลำดับที่ 170, เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยพายัพ                                                         
2541. “ผู้หญิงและเทคโนโลยี,” ใน กาญจนา แก้วเทพ (บรรณาธิการ), สตรีศึกษา 1: โครงการหนังสือเล่มผู้หญิงกับประเด็นต่าง ๆ กรุงเทพฯ:  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, หน้า 130-162.
2540. ประวัติและพัฒนาการของศาสนาอิสลาม,ใน คณะอนุกรรมการด้านศาสนางานสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี. มรดกศาสนาในเชียงใหม่ ภาค 2: ประวัติและพัฒนาการของศาสนาในเชียงใหม่. เชียงใหม่: นพบุรีการพิมพ์, หน้า 109-169.
   
บทความในวารสารภาษาไทย
2553. เรื่อง การสร้างสันติภาพจากมุมมองทางวัฒนธรรมวิภาษา. 4: 3, (16 มิ.ย. – 31 ก.ค.), หน้า 8-18.
2551. เรื่อง ศิลปะแห่งสงคราม: สื่อ และจุดจบของของเสรีนิยม (II)” วิภาษา. 2: 3, (16 มิ.ย. – 31 ก.ค.), หน้า 57-61.
2551. เรื่อง ศิลปะแห่งสงคราม: สื่อ และจุดจบของของเสรีนิยม (I)” วิภาษา. 2: 1, (16 มี.ค.   30 เม.ย.),หน้า 51-55.
2550.  เรื่อง การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของชาวมุสลิมยูนนานในภาคเหนือของประเทศไทยวารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 19: 2/ 2550, หน้า 22-58.
2550. เรื่องเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 กับการสร้างความทรงจำร่วมผ่านสื่ออิเลคทรอนิกส์,” วิภาษา, 1: 5 (16 กันยายน- 31ตุลาคม), 56-59.
2550. เรื่องแชงกรีลาในฮาวายอิ กับการเมืองเรื่องพิพิธภัณฑ์,” วิภาษา, 1: 4 (1 สิงหาคม- 15 กันยายน), 44-49. 
2550.  เรื่องวิพากษ์ปัญหาสังคมศาสตร์เอเชีย,” วิภาษา, 1: 1 (มีนาคม-เมษายน), หน้า 48-50.   
2549. เรื่องอาณาจักรโลก หรือ อารยธรรมสากล, (แปล) ปาฐกถาเสมพริ้มพวงแก้วครั้งที่ 12, โดย Dr.Chandra Muzaffar, เอกสารลำดับที่ 1008, มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เชียงใหม่,
2549. เรื่อง คำประกาศดุสิต: ความร่วมมือเพื่อสันติภาพและความยุติธรรม,” (แปล) เอกสารลำดับที่ 1007, มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เชียงใหม่,
2547. เรื่องอิสลาม, ความรุนแรง และการเมืองแห่งอภัยวิถี,ใน ฟ้าเดียวกัน, 2:3 (กรกฎาคม-กันยายน), หน้า 184-203.
แหล่งที่มา :

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กิจกรรมที่ 2

           คำนิยาม  "การบริหารการศึกษา"   
           คำว่า การบริหาร”(Administration) ใช้ในความหมายกว้าง ๆ เช่น การบริหารราชการ อีกคำหนึ่ง คือ การจัดการ” (Management) ใช้แทนกันได้กับคำว่าการบริหารส่วนมากหมายถึงการจัดการทางธุรกิจมากกว่า                      
          การบริหาร หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมมือกันดำเนินการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายๆอย่างที่บุคคลร่วมกันกำหนดโดยใช้กระบวนอย่างมีระบบและให้ทรัพยากรตลอดจนเทคนิคต่างๆ อย่างเหมาะสม (สมศักดิ์ คงเที่ยง , 2542 : 1)
     การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์   
    การบริหารเป็นศาสตร์ (Science) คือ การบริหารที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ คือมีหลักเกณฑ์และทฤษฎีที่พึงเชื่อถือได้ อันเกิดจาการค้นคว้าเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการบริหาร เป็นศาสตร์สังคม ซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกับวิชาจิตวิทยา สังคมวิทยา และรัฐศาสตร์
     การบริหารเป็นศิลป์ (Arts) คือ  การบริหารในลักษณะของ การปฏิบัติที่ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และทักษะของผู้บริหารแต่ละคน ที่จะ ทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นการประยุกต์เอาความรู้ หลักการและทฤษฎีไปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม  (ที่มา : http://www.kunkroo.com/admin1.html,)
    ปัจจัยการบริหารที่สำคัญมี 4 อย่าง ที่เรียกว่า 4Ms ได้แก่
              1. คน (Man)
              2 เงิน (Money)
              3. วัสดุสิ่งของ(Materials)
              4. การจัดการ (Management)
           ทฤษฎี หมายถึง แนวความคิดหรือความเชื่อที่เกิดขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์มีการทดสอบและการสังเกตจนเป็นที่แน่ใจ ทฤษฎีเป็น เซท(Set) ของมโนทัศน์ที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เป็นข้อสรุปอย่างกว้างที่พรรณนาและอธิบายพฤติกรรมการบริหารองค์กรทางการศึกษา อย่างเป็นระบบ ถ้าทฤษฎีได้รับการพิสูจน์บ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎีเป็นแนวความคิดที่มีเหตุผลและสามารถนำไปประยุกต์ และปฏิบัติได้ ทฤษฎีมีบทบาทในการให้คำอธิบายเกี่ยวกับปรากฎทั่วไปและชี้แนะการวิจัย
     แนวคิด หลักการ ทฤษฎีที่หลายๆคนได้แสดงไว้ดังต่อไปนี้
            1.เชสเตอร์ ไอ บาร์นาร์ด (Chester I Barnard ) เขียนหนังสือชื่อ The Function of The Executive ที่กล่าวถึงงานในหน้าที่ของผู้บริหารโดยให้ความสำคัญต่อบุคคลระบบของความร่วมมือองค์การ และเป้าหมายขององค์การ กับความต้องการของบุคคลในองค์การต้องสมดุลกัน        
        2.ทฤษฎีของมาสโลว์ ว่าด้วยการจัดอันดับขั้นของความต้องการของมนุษย์ (Maslow – Hierarchy of needs) เป็นเรื่องแรงจูงใจแบ่งความต้องการของมนุษย์ตั้งแต่ความต้องการด้านกายภาพ ความต้องการด้านความปลอดภัยความต้องการด้านสังคม ความต้องการด้านการเคารพ นับถือ และประการสุดท้าย คือ การบรรลุศักยภาพของตนเอง (Self actualization) คือมีโอกาสได้พัฒนาตนเองถึงขั้นสูงสุดจากการทำงาน แต่ความต้องการเหล่านั้นต้องได้รับการสนองตอบตามลำดับขั้น
         มาสโลว์เป็นผู้วางรากฐานจิตวิทยามนุษยนิยม เขาได้พัฒนาทฤษฎีแรงจูงใจ ซึ่งมีอิทธิพลต่อระบบการศึกษาของอเมริกันเป็นอันมาก ทฤษฎีของเขามีพื้นฐานอยู่บนความคิดที่ว่า การตอบสนองแรงขับเป็นหลักการเพียงอันเดียวที่มีความสำคัญที่สุดซึ่งอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของมนุษย์ เขามีความเชื่อว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะมีความต้องการอันใหม่ที่สูงขึ้น แรงจูงใจของคนเรามาจากความต้องการ พฤติกรรมของคนเรามุ่งไปสู่การตอบสนองความพอใจ มาสโลว์ แบ่งความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน ได้แก่
1.ความต้องการทางกายภาพ (Physiological Needs) หมายถึงความต้องการพื้นฐานของร่างกายซึ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ได้แก่ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เสื้อผ้า
2.ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) หมายถึง ความต้องการมั่นคงปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
3. ความต้องการทางสังคม (Social Needs) หมายถึง ความต้องการที่จะเป็นที่รักของผู้อื่น และต้องการมีสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น
4.ความต้องการยกย่องชื่อเสียง (Esteem Needs) หมายถึง ความปรารถนาที่จะมองตนเองว่ามีคุณค่าสูง เป็นที่น่าเคารพยกย่องจากทั้งตนเองและผู้อื่น ต้องการที่จะให้ผู้อื่นเห็นตนมีความสามารถ มีคุณค่า มีเกียรติ มีตำแหน่งฐานะ บุคคลที่มีความต้องการประเภทนี้จะเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเอง
5.ความต้องการที่จะรู้จักตนเองตามสภาพที่แท้จริงและความสำเร็จของชีวิต(Self–ActualizationNeeds)หมายถึง ความต้องการที่จะรู้จักและเข้าใจตนเองตามสภาพที่แท้จริงเพื่อพัฒนาชีวิตของตนเองให้สมบูรณ์(Self-fulfillment) รู้จักค่านิยม
มาสโลว์ตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับความต้องการมนุษย์ไว้ดังนี้

                  -มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอ
                  -ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้วจะไม่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรมนั้น ๆ อีกต่อไป
                  -ความต้องการของมนุษย์จะเรียงกันเป็นลำดับขั้นตามความสำคัญ 

        3.ทฤษฎี X ทฤษฎี Y ของแมคกรีกอร์(Douglas MC Gregor Theory X,
Theory Y ) เขาได้เสนอแนวคิดการบริหารอยู่บนพื้นฐานของข้อสมมติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ต่างกัน ทฤษฎี X(The Traditional View of Direction and Control) ทฤษฎีนี้เกิดข้อสมติฐานดังนี้
                    1. คนไม่อยากทำงาน และหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
                    2. คนไม่ทะเยอทะยาน และไม่คิดริเริ่ม ชอบให้การสั่ง
                    3. คนเห็นแก่ตนเองมากกว่าองค์การ
                    4. คนมักต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
                    5. คนมักโง่ และหลอกง่าย
ผลการมองธรรมชาติของมนุษย์เช่นนี้ การบริหารจัดการจึงเน้นการใช้เงิน วัตถุ เป็นเครื่องล่อใจ เน้นการควบคุม การสั่งการ เป็นต้น
              ทฤษฎี Y(The integration of Individual and Organization Goal) ทฤษฎีข้อนี้เกิดจากข้อสมติฐานดังนี้
                    1. คนจะให้ความร่วมมือ สนับสนุน รับผิดชอบ ขยัน
                    2. คนไม่เกียจคร้านและไว้วางใจได้
                    3. คนมีความคิดริเริ่มทำงานถ้าได้รับการจูงใจอย่างถูกต้อง
                    4. คนมักจะพัฒนาวิธีการทำงาน และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
              ผู้บังคับบัญชาจะไม่ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวด แต่จะส่งเสริมให้รู้จักควบคุมตนเองหรือของกลุ่มมากขึ้น ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันจากความเชื่อที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดระบบการบริหารที่แตกต่างกันระหว่างระบบที่เน้นการควบคุมกับระบบที่ค่อนข้างให้อิสระภาพ
        4.อูชิ (Ouchi ) ชาวญี่ปุ่นได้เสนอ ทฤษฎี Z (Z Theory) (William G. Ouchi) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย UXLA (I of California Los Angeles) ทฤษฎีนี้รวมเอาหลักการของทฤษฎี X , Y เข้าด้วยกัน แนวความคิดก็คือ องค์การต้องมีหลักเกณฑ์ที่ควบคุมมนุษย์ แต่มนุษย์ก็รักความเป็นอิสระ และมีความต้องการหน้าที่ของผู้บริหารจึงต้องปรับเป้าหมายขององค์การให้สอดคล้องกับเป้าหมายของบุคคลในองค์การ
สรุปเพื่อออมชอมสองทฤษฎี มีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการคือ
                    1. การทำให้ปรัชญาที่กำหนดไว้บรรลุ
                    2. การพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
                    3. การให้ความไว้วางใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
                    4. การให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

      แหล่งที่มา :
ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ, และวิบูลย์ โตวณะบุตร. (2542). หลักและทฤษฎีการบริหาร
การศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ศิริพงษ์ เศาภายน, (2548). หลักการบริหารการศึกษา : ทฤษฎีและแนวปฏิบัติ.พิมพ์ครั้งที่ 
2. กรุงเทพฯ : บุ๊ค พอยท์.
สมศักดิ์ คงเที่ยง, (ม.ป.ป.) หลักและทฤษฎีการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ : มิตรภาพ
การพิมพ์และสติวดิโอ